ผมนึกถึงโปแลนด์ทีไรก็อดนึกถึงยิวหรือนาซีไม่ได้ ถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ คงต้องรู้ประวัติศาสตร์หรือต้องทำความเข้าใจกับยิวหรือนาซีก่อนว่าคืออะไร ขอย้ำเลยว่าอย่าได้มาโปแลนด์เด็ดขาด ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องยิว นาซี หรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง
เพราะโปแลนด์เป็นประเทศที่ผมมองดูแล้วไม่ได้ต่างอะไรกับสาวแก่เจ้าระเบียบที่ยังไม่ได้แต่งงาน เธอจมจ่อมปลักอยู่กับความผิดหวังกับความรักในอดีต มีชีวิตที่ขึ้นคาน ซึ่งที่มองอย่างนี้อาจจะเป็นเพราะโปแลนด์มีหน้าฉากที่โหดร้ายอย่างเหตุการณ์ในเอาสวิทต์!
จุดหมายคราวนี้ของผมคือยุโรปตะวันตก ผมเปลี่ยนเครื่องที่เฮลซิงกิตอน 06.30 นาฬิกา (พระอาทิตย์ในช่วงหน้าร้อนที่เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ขึ้นประมาณตีสามครึ่ง เวลานี้จึงไม่ได้แตกต่างเวลา 8 โมงเช้าของเมืองไทย) ก่อนจะเดินทางต่อไปโปแลนด์ ในเที่ยวบินตอน 09.45 นาฬิกา ผมใช้เวลา 3 ชั่วโมงที่เหลือไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ตในเลานจ์ฟินแอร์ที่เฮลซิงกิ จากนั้นก็มุ่งหน้าที่สนามบินที่กรุงวอซอ ประเทศโปแลนด์
โปแลนด์เป็นประเทศในยุโรปตะวันออก ในสมัยก่อนการเดินทางมาที่นี่ จะมีเพียงเที่ยวบินตรงมาลงที่วอซอได้เลย แต่ปัจจุบันวิธีที่สะดวกสบายที่สุดนั่งเครื่องบินของสายการบินฟินแอร์จากกรุงเทพฯ ไปที่เฮลซิงกิ จากนั้นใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีจากเฮลซิงกิมาที่โปแลนด์
ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยุโรปหลาย ๆ ส่วนรวมกันไว้ โดยเฉพาะในช่วงนาซี ยิว และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2
ผมเดินทางจากกรุงวอซอไปยัง เชสโลวา ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร การขับรถถูกจำกัดความเร็วอยู่ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราจึงใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังเชสโลวา
เชสโลว่าเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า “เมืองแห่งนักบวชหรือเมืองแห่งผู้จารึกแสวงบุญ” คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาศาสนาคริสต์และประวัติศาสตร์โปแลนด์ โดยเฉพาะช่วงที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองนี้ไม่ได้ถูกทำลาย
ทุกอย่างยังคงอยู่ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม แม้ว่าช่วงหนึ่งบนหน้าแผนที่ของโลกจะไม่มีแผนที่ของประเทศโปแลนด์ เพราะจะถูกครอบงำด้วยรัสเซีย เยอรมัน หรือแม้กระทั่งออสเตรีย แต่ปัจจุบันนี้โปแลนด์ คือประเทศที่มีประชากรกว่า 33 ล้านคนที่ต่างรักในศาสนาของตนเอง เมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองของนักบุญในที่สุด
สำหรับคนพื้นเมืองเชสโลวามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าใครที่เจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อเดินทางมาเคารพพระรูปของ แบล็คมาดอนน่า (Black Madonna) ที่เชสโลวาจะหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง โดยการเดินไปรอบ ๆ บริเวณที่เป็นวิหารศักดิ์สิทธ์ จะต้องมีหลวงพ่อเป็นผู้พาเดินไปโดยรอบ
วันนี้บาทหลวงโธมัสเป็นผู้พาผมเดินไปโดยรอบ โดยในระหว่างนั้นแน่นอนว่าบาทหลวงได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งที่โปแลนด์เคยไม่มีที่อยู่ในแผนที่โลก กระทั่งมีการสร้างชาติขึ้นมาใหม่ โดยมีศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคน
ผมเดินมาเรื่อบๆ จนมาถึงจุดที่เป็นภาพยุคใหม่ ศิลปินท้องถิ่นที่ได้เขียนถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในมุมมองของคนรุ่นใหม่เป็นภาพที่ออกมาเป็นงานศิลปะที่เปิดกว้าง แล้วถัดมาอีกชั้นก็เป็นที่ประทับของพระรูปแบล็คมาดอนน่า สิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กน้อยอายุ 9 ขวบมาแต่งกายชุดขาวมาที่นี่เพื่อรับพรในวันที่เป็นมงคลกับชีวิตต่อหน้าพระรูปแบล็คมาดอนน่า เพราะคนพื้นเมืองเชื่อว่าที่นี่เป็นที่ทุกคนสามารถมาชำระล้างบาป มาไถ่บาป มาสารภาพบาปบ้างได้ทุกจุด
จุดของไม้เท้าแขนเป็นจุดที่พูดถึงแขนขาเทียม เขาบอกว่าในตอนที่คนพิการด้านแขนขามาบูชาหรือว่าสักการะพระรูปของแบล็คมาดอนน่าแล้วจะรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น
ด้วยความที่ชอบดูหนัง ผมใช้เวลาสั้น ๆ ลงไปทางใต้เพื่อไปค้นหาตำนานจากภาพยนตร์เรื่อง The Schinlers Lists และ The Pianist
ในสมัยหนึ่งกองทัพของนาซี เยอรมันได้กวาดต้อนคนเชื้อสายยิวขึ้นรถไฟขบวนหนึ่ง จุดหมายคือเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองคราคอฟ (Krakow) ซึ่งต่อมาเมืองนี้ก็ถูกกล่าวขานว่ามีชาวยิวถูกฆ่านับล้านคน
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโปแลนด์ และรถไฟขบวนดังกล่าวถูกทิ้งร้างไว้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง
ระหว่างขับรถจากวอร์ซอไปค่ายเอาท์สวิท (Auschwitz) สองข้างทางมีผู้หญิงมายืนเรียงราย เราจึงมีความคิดว่าจะจอดรถเพื่อขอสัมภาษณ์ประกอบสารคดี ซึ่งตอนที่ผมขอให้ไกด์นำทางจอดรถนั้น ไกด์ก็ถามว่า จะทำอะไร
“ขอเวลา 10 นาทีจะคุย” ผมตอบ ไกด์มองหน้าผม แล้วก็จอดรถ ผมและช่างภาพพร้อม ลงจากรถปุ้บผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาคุยเป็นภาษาโปลิช ตอนนั้นผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอสื่อสาร แต่ผมและช่างภาพพากันหาโลเกชั่นเพื่อถ่ายสัมภาษณ์
ระหว่างนั้น ไกด์คนเดิมก็ตะโกนถามผมว่า “10 นาทีพอไหม”
“พอถมไป” ผมตอบอย่างมั่นใจ
“สองคนเลยเหรอ” เขาถามต่อ
“สองคนสิ” ผมตอบ จากนั้นก็เดินเข้าป่าไปพร้อมกับผู้หญิง เพื่อหาโลเกชั่นในการสัมภาษณ์ แต่เริ่มคำถามแรก “ตอนนี้พอโปแลนด์เข้าสู่อียูแล้วเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง” ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบพลางปลดกระดุมเสื้อตรงหน้าอก ผมก็ตกใจ เริ่มเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และเมื่อกลับมาที่รถ ไกด์ก็พูดหน้าตาเฉยว่า “นึกว่ารู้แล้ว”
เพราะผู้หญิงที่มายืนบริเวณนั้นทั้งหมดเป็นผู้หญิงขายบริการ สำหรับคนขับรถบรรทุกและคนที่ผ่านไปผ่านมา แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เอะใจอะไรเลย เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่ายุโรปตะวันออกไม่น่าจะเสรีขนาดนี้ และอีกอย่างผู้หญิงพวกนั้นก็ไม่ได้แต่งตัวยั่วยวน หากแต่แต่งตัวธรรมดาทั่วไป
ด้วยความที่อยากได้ภาพของวิถีชีวิตชาวบ้านมายืนประกอบ กลับกลายเป็นว่าวิถีชีวิตชาวบ้านต้องแลกด้วยเงิน ผมจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้ทิปผู้หญิงคนนั้นแล้วเดินทางต่อด้วยบทสัมภาษณ์ที่ไม่สำเร็จ จากนั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมง ผมก็เดินทางมาถึงค่ายกักกันเอาสวิท ที่นี่มีภาพยนตร์เกี่ยวกับความโหดร้ายที่ชาวยิวได้เจอจากกองทัพนาซี ภาพชาวยิวในโปแลนด์กว่า 2 หมื่นคนถูกเกณฑ์ไปทำงานเยี่ยงทาสเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน ซึ่งทางกองทัพรัสเซียได้ถ่ายทำไว้ หลังจากเยอรมันแพ้สงคราม และชาวยิวถูกปลดปล่อย สิ่งเหล่านี้ก็ถูกเปิดเผยขึ้น
ปัจจุบันกองทัพรัสเซียเข้ามาดูแลและนำสถานที่มาดัดแปลงเผยแพร่ประวัติศาสตร์อันน่าสลดใจนี้ ให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ณ ตอนนั้นสถานที่แห่งนี้กองทัพนาซีได้กระทำอะไรต่อชาวยิวบ้าง
จุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ห้องรมแก๊สพิษสังหารชาวยิว เป็นจุดที่มีการบรรจุก๊าซพิษไว้เพื่อการรมควันพิษคนเป็นให้กลายเป็นคนตาย ในห้องมืด ๆ ห้องหนึ่ง ดูไม่ต่างอะไรกับคุก ซี่โครงจำนวนมากถูกเก็บไว้ที่นี่ ซึ่งเป็นที่ชาวยิวบางกลุ่มถูกนำมาไว้ที่นี่ก่อนที่จะมีการนำไปรมควันพิษสังหารเป็นกลุ่ม
บางห้องไม่มีแสง มีแค่รูเล็ก ๆ เท่านั้นไว้หายใจ บางห้องมีภาพพระเยซูคริสต์พร้อมลวดลายรูปหัวใจ ฝีมือของใครคนหนึ่งที่ถูกกักขังรอการประหาร ทั้งหมดนี้เป็น จุดก่อนการสังหารโหด
ห้องที่ตลบอบอวนไปด้วยความทรงจำของชาวยิวทั่วโลกเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำหนังเรื่อง The Schinlers Lists ซึ่งเป็นหนังจากเหตุการณ์จริง ที่มีการนำชาวยิวทั้งหมดมาที่นี่ พร้อมกับการสังหารโหดด้วยการรมควันพิษ ทำให้ทุกคนตายพร้อม ๆ กันภายในห้องนี้ ด้วยการปล่อยควันพิษผ่านรูเล็ก ๆ ที่ใช้ในการปล่อยควันพิษ เพียงไม่เกิน 20 นาที ทุกชีวิตก็สิ้นลง
โดยก่อนที่จะถูกสังหาร หากเป็นผู้หญิงจะต้องถูกกล้อนผม ผมของชาวยิวทั้งหมดจะถูกนำมาเก็บไว้ที่ห้องนี้ ซึ่งคนที่ถูกกล้อนผมและถูกฆ่าตายมีมากกว่า 4 หมื่นคน หรืออาจจะถึงหลักแสนคน ที่นี่จึงเป็นที่รวบรวมผมของคนยิวที่ถูกรมควันสังหารเสียชีวิต โดยกองทัพนาซีในช่วงเวลาหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีห้องสำหรับเก็บสิ่งของของคนที่ตายแล้ว เช่น ไม้เท้า ขาเทียม ซึ่งหลักฐานบางอย่างเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายไปพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของ ทำให้มันกลายเป็นหลักฐานความโหดร้ายในทุกวันนี้
ภาพการนำชาวยิวจากฮังกาเรียนลงจากรถไฟสายนี้ แล้วชาวยิวทุกคนก็ไม่รู้ชะตากรรมของตนเองอีกเลย ทุกครอบครัวถูกแยกออกจากกัน พ่อ แม่ ลูกถูกจับแยกออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งชายและฝั่งหญิง ซึ่ง 2 ฝั่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ เอาท์สวิทที่ 2 ในโปแลนด์
จากค่ายเอาท์สวิท 1 ผมใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนักไปที่เอาท์สวิทท์ 2 ซึ่งใหญ่กว่า ที่นี่กลายเป็นจุดที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้รับรู้ถึงชะตากรรมของชาวยิวในช่วงเวลาประมาณปี 1938 -1945 ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความเป็นชาติของโปแลนด์ ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากในศตวรรษที่ 13
ค่ายเอาท์สวิท 2 ถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ชายและหญิง โดยมีรั้วลวดหนามกั้น ซึ่งจุดแรกที่นักท่องเที่ยวจะพบ คือ ห้องน้ำที่จะสามารถเข้าใช้แค่วันละ 2 ครั้ง
ในยุคนั้นเกลือในโปแลนด์มีค่าเทียบเท่ากับทองคำ และ เหมืองเกลือใต้ดิน ที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ก็อยู่ที่นี่ ในเหมืองเกลือ ร้านค้ามากมายขายของกระจุกกระจิก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเกลือ เช่น เชิงเทียนที่ออกแบบเป็นพิเศษให้คล้ายรูปทรงเกลือ หรือตุ๊กตามากมายที่ทำขึ้นจากเกลือ
ห้องขนาดใหญ่ถูกใช้เป็นอนุสาวรีย์เกลือ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1973 เพื่อเป็นการบอกว่าในสมัยก่อนเกลือมีค่ามากขนาดต้องสู้รบกันเพื่อเกลือ บันไดกว่า 400 ขั้นพาผมลงไปสู่เหมืองเกลือใต้ดินที่ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ กว่า 2 พันห้อง ณ ความลึกกว่า 64 เมตร ผมเห็นกลุ่มเกลือสีคุ้นตา คือ เกลือสีขาว นอกจากนี้ยังมีเกลือสีเทา สีน้ำเงิน สีแดงและสีชมพู ซึ่งบ่งให้เห็นว่า นี่เป็นเหมืองเกลือแท้ ๆ ที่คนในศตวรรษที่ 13 ขุดเข้ามาลึกกว่า 64 เมตร เพื่อค้นหาเกลือในธรรมชาติ
เกลือที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเราสามารถแบ่งแยกได้ 2 ประเภท คือ เกลือที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติซึ่งจะมีสีขาวล้วน และเกลือที่ผสมผสานกับวัสดุทางธรรมชาติ ในเหมือง บางแห่งมีเกลือเกาะคล้ายคริสตัล ความเค็มทำให้เมื่อผมส่องไฟเข้าไป เหมือนมีน้ำอยู่ แต่ไม่ใช่ เพราะประกายน้ำที่เราเห็นนั้น คือ เกลือ
หากใครได้มาสัมผัส จะรู้สึกเหมือนได้อยู่ในแนวกาแล็คซี่ ถ้าไม่ลองเอานิ้วแตะแล้วชิม คงไม่รู้ว่านี่คือเกลือ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ได้ว่านักขุดเกลือก็จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจก็คือโบสถ์เล็ก ๆ ภายในเหมืองเกลือใต้ดินแห่งนี้ มีคนเล่าว่าในสมัยก่อนนักขุดเกลือเป็นผู้ที่นำรูปของพระแม่มารีมาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวไม่อะไรกับโบสถ์บนดิน
เมื่อเดินลึกลงไปอีก 30 เมตร ณ บริเวณนี้ เกลือจะมีคุณภาพมากกว่าชั้นบน ในสมัยก่อนคนจะเชื่อว่า เกลือยิ่งลึกยิ่งมีคุณภาพ และวิธีการนำเกลือจากจุดที่ลึกที่สุดขึ้นมานั้นจะอาศัยเครื่องทุ่นแรงคล้ายล้อเกวียนจากภูมิปัญญาของคนในสมัยนั้น บวกกับแรงงานคนบรรทุกเกลือข้นมา หลังจากนั้นจึงใช้ม้าลากเกลือต่อไป
ขณะที่ผมอยู่ลึกจากพื้นดินไปเกือบ 90 เมตร รูปปั้นอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของนักขุดเกลือถูกทำลายโดยน้ำ เช่นเดียวกับเกลือ ในชั้นนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่บางครั้งใช้ในการจัดงานแต่งงานให้ชาวโปแลนด์
ทุกอย่างถูกตกแต่งจากเกลือ กระทั่งพื้นคล้ายกระเบื้องก็คือ เกลือ แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดเห็นจะเป็นโคมไฟที่ทำจากเกลือที่เรียกว่า White Crystal คล้ายคริสตัลใสถูกนำมาทำเป็นสายระโยงระยางไม่ต่างอะไรกับแซนเดอร์เลียมราสวยงามมาก แม้แต่เกลือสีชมพูที่ว่าหายากที่สุดในโลกก็ยังหาดูได้ที่นี่ แต่ใครจะรู้บ้างว่าพื้นที่อันงดงามทั้งหมดนี้ใช้คนงานเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นที่แกะสลักและตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้
ถัดมาเป็นสระขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำเกลือคล้ายกับทะเลเดดซี (Dead Sea) นั่นคือ คนไม่สามารถที่ลงไปว่ายน้ำได้เพราะหากลงไปว่ายน้ำปุ๊บ ก็จะลอยขึ้นมา อนุภาพจากความเค็มของเกลือจะดันน้ำหนักทุกอย่างขึ้นมาเหนือผิวน้ำ สระน้ำเกลือแห่งนี้จะมีความลึกแตกต่างกันไป เคยมีคนหลายคนพยายามลงไปว่ายแต่ก็ว่ายไม่ได้
ผมเดินมาถึงจุดต่ำสุดราว 130 เมตร ครั้งหนึ่งกองทัพเยอรมันเคยจะยึดครองบริเวณเหมืองเกลือ แต่ก็ทำไม่ได้สำเร็จ เพราะจุดหลักๆ ของเกลืออยู่ลึกเกินกว่าที่จะเดินทางลงมาถึงได้
กล่าวสำหรับคราโคฟ (Krakow) นั้น เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของโปแลนด์ที่มีประชากรกว่า 700,000 คน มีตำนานเล่าว่า คราโคฟเป็นเมืองที่เกิดขึ้นในศตวรราที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่มีมังกรตัวใหญ่มาบุกรุก กระทั่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาช่วยปราบมังกรได้สำเร็จ จึงนำชื่อของชายหนุ่มที่ปราบมังกรได้มาเป็นชื่อเมืองขึ้นมา คราโคฟสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์แรกของเมืองคราโคฟ
ปัจจุบันคราคอฟเป็นเมืองที่รวบรวมประวัติศาสตร์ทุกอย่างของโปแลนด์ไว้ เป็นประวัติศาสตร์ที่โปแลนด์มักถูกรุกรานเสมอจากประเทศอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะตั้งอยู่ทางตอนกลางของยุโรป ซึ่งไม่แปลกที่ผู้คนจะต้องดินทางผ่านไป ผ่านมาไม่เว้นแต่ละวัน
คืนนั้นผมตัดสินใจเข้าพักโรงแรมในเมืองคราโคฟ... ครั้นตกดึกได้ยินเสียงคนมาเคาะประตู มีคนเอาโปสการ์ดมาแจก ซึ่งเป็นรูปผู้หญิงพร้อมเบอร์โทรศัพท์ ให้หลังอีกสัก 10 นาทีก็มีคนมาเคาะประตูอีก แล้วถามว่าได้โปสการ์ดไหม
ผมต้องบอกว่า “I don’t like” แล้วคืนโปสการ์ดเขาไป ยังไม่ถึง 10 นาที มีโปสการ์ดรูปผู้ชายมาเสียบหน้าห้องแทน จากนั้นก็มีคนมาเคาะอีก ผมก็บอกไปอีกว่า
“I don’t like”
“เมื่อกี้ผู้หญิงไม่เอา นี่ผู้ชายก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร”
“!?!”
| < Prev | Next > |
|---|










