Redir loop ! OCT Publishing Ltd. - ย้อนรอยนาซี ค่ายเอาท์สวิท โปแลนด์

Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

ลมหายใจสุดท้าย

 
ลมหายใจสุดท้าย
สี่สีทั้งเล่ม เล่าเรื่องความตาย อย่างมีความสุข
ในมุมมองพุทธ
จากวิชาการ สู่วิชาชีวิตจริง อ่านได้รื่นรมย์
ภาพประกอบสวยทั้งเล่ม
ท้าพิสูจน์ คุณค่าของหนังสือเล่มนี้!

พาท่องโลกทิพย์

 
พาท่องโลกทิพย์ ไม่ใช่แค่ความบันเทิง
แต่ให้ความเข้าใจเรื่องโลกทิพย์ ในมุมวิชาการทางศาสนา
อ่านแล้ว ได้ทั้งความรู้ และสนุก
มหากาพย์ทางวิญญาณทุกสารทิศ!

กฎแห่งความรัก

 
เราทำหนังสือที่อยู่ได้ตลอดไป
กฎแห่งความรักในมุมมองพุทธศาสนา
หนังสือที่จะขึ้นหึ้งไปอีกนาน
โดย ดร. พระอาจารย์ พระศรีคัมภีรญาณ
นักวิชาการทางพุทธศาสนา ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง
อ่านเล่มนี้ ก่อนมีความรัก

www.sunmoontree.com

สนใจเสนอต้้นฉบับ เพื่อจัดทำเป็น ebooks จำหน่ายทางเวบไซต์ และ ipad

เสนอได้ที่ info@sunmoontree.com 

ย้อนรอยนาซี ค่ายเอาท์สวิท โปแลนด์

E-mail Print PDF

ผมนึกถึงโปแลนด์ทีไรก็อดนึกถึงยิวหรือนาซีไม่ได้   ถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ คงต้องรู้ประวัติศาสตร์หรือต้องทำความเข้าใจกับยิวหรือนาซีก่อนว่าคืออะไร  ขอย้ำเลยว่าอย่าได้มาโปแลนด์เด็ดขาด ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องยิว นาซี หรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

เพราะโปแลนด์เป็นประเทศที่ผมมองดูแล้วไม่ได้ต่างอะไรกับสาวแก่เจ้าระเบียบที่ยังไม่ได้แต่งงาน   เธอจมจ่อมปลักอยู่กับความผิดหวังกับความรักในอดีต  มีชีวิตที่ขึ้นคาน  ซึ่งที่มองอย่างนี้อาจจะเป็นเพราะโปแลนด์มีหน้าฉากที่โหดร้ายอย่างเหตุการณ์ในเอาสวิทต์! 

จุดหมายคราวนี้ของผมคือยุโรปตะวันตก  ผมเปลี่ยนเครื่องที่เฮลซิงกิตอน 06.30 นาฬิกา  (พระอาทิตย์ในช่วงหน้าร้อนที่เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ขึ้นประมาณตีสามครึ่ง  เวลานี้จึงไม่ได้แตกต่างเวลา 8 โมงเช้าของเมืองไทย)  ก่อนจะเดินทางต่อไปโปแลนด์ ในเที่ยวบินตอน 09.45 นาฬิกา  ผมใช้เวลา 3 ชั่วโมงที่เหลือไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ตในเลานจ์ฟินแอร์ที่เฮลซิงกิ จากนั้นก็มุ่งหน้าที่สนามบินที่กรุงวอซอ ประเทศโปแลนด์

โปแลนด์เป็นประเทศในยุโรปตะวันออก ในสมัยก่อนการเดินทางมาที่นี่  จะมีเพียงเที่ยวบินตรงมาลงที่วอซอได้เลย  แต่ปัจจุบันวิธีที่สะดวกสบายที่สุดนั่งเครื่องบินของสายการบินฟินแอร์จากกรุงเทพฯ ไปที่เฮลซิงกิ จากนั้นใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีจากเฮลซิงกิมาที่โปแลนด์

ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยุโรปหลาย ๆ ส่วนรวมกันไว้ โดยเฉพาะในช่วงนาซี  ยิว และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผมเดินทางจากกรุงวอซอไปยัง  เชสโลวา ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร  การขับรถถูกจำกัดความเร็วอยู่ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เราจึงใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังเชสโลวา

เชสโลว่าเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า “เมืองแห่งนักบวชหรือเมืองแห่งผู้จารึกแสวงบุญ”  คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาศาสนาคริสต์และประวัติศาสตร์โปแลนด์  โดยเฉพาะช่วงที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองนี้ไม่ได้ถูกทำลาย

ทุกอย่างยังคงอยู่ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม  แม้ว่าช่วงหนึ่งบนหน้าแผนที่ของโลกจะไม่มีแผนที่ของประเทศโปแลนด์ เพราะจะถูกครอบงำด้วยรัสเซีย เยอรมัน หรือแม้กระทั่งออสเตรีย  แต่ปัจจุบันนี้โปแลนด์ คือประเทศที่มีประชากรกว่า 33 ล้านคนที่ต่างรักในศาสนาของตนเอง  เมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองของนักบุญในที่สุด

สำหรับคนพื้นเมืองเชสโลวามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า  ไม่ว่าใครที่เจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อเดินทางมาเคารพพระรูปของ แบล็คมาดอนน่า (Black Madonna) ที่เชสโลวาจะหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง  โดยการเดินไปรอบ ๆ บริเวณที่เป็นวิหารศักดิ์สิทธ์  จะต้องมีหลวงพ่อเป็นผู้พาเดินไปโดยรอบ 

วันนี้บาทหลวงโธมัสเป็นผู้พาผมเดินไปโดยรอบ   โดยในระหว่างนั้นแน่นอนว่าบาทหลวงได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งที่โปแลนด์เคยไม่มีที่อยู่ในแผนที่โลก  กระทั่งมีการสร้างชาติขึ้นมาใหม่ โดยมีศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคน 

ผมเดินมาเรื่อบๆ จนมาถึงจุดที่เป็นภาพยุคใหม่   ศิลปินท้องถิ่นที่ได้เขียนถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในมุมมองของคนรุ่นใหม่เป็นภาพที่ออกมาเป็นงานศิลปะที่เปิดกว้าง  แล้วถัดมาอีกชั้นก็เป็นที่ประทับของพระรูปแบล็คมาดอนน่า  สิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กน้อยอายุ 9 ขวบมาแต่งกายชุดขาวมาที่นี่เพื่อรับพรในวันที่เป็นมงคลกับชีวิตต่อหน้าพระรูปแบล็คมาดอนน่า  เพราะคนพื้นเมืองเชื่อว่าที่นี่เป็นที่ทุกคนสามารถมาชำระล้างบาป มาไถ่บาป มาสารภาพบาปบ้างได้ทุกจุด

จุดของไม้เท้าแขนเป็นจุดที่พูดถึงแขนขาเทียม  เขาบอกว่าในตอนที่คนพิการด้านแขนขามาบูชาหรือว่าสักการะพระรูปของแบล็คมาดอนน่าแล้วจะรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น 

ด้วยความที่ชอบดูหนัง  ผมใช้เวลาสั้น ๆ ลงไปทางใต้เพื่อไปค้นหาตำนานจากภาพยนตร์เรื่อง The Schinlers Lists และ The Pianist
ในสมัยหนึ่งกองทัพของนาซี  เยอรมันได้กวาดต้อนคนเชื้อสายยิวขึ้นรถไฟขบวนหนึ่ง จุดหมายคือเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองคราคอฟ  (Krakow)  ซึ่งต่อมาเมืองนี้ก็ถูกกล่าวขานว่ามีชาวยิวถูกฆ่านับล้านคน

ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโปแลนด์ และรถไฟขบวนดังกล่าวถูกทิ้งร้างไว้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง

ระหว่างขับรถจากวอร์ซอไปค่ายเอาท์สวิท (Auschwitz)  สองข้างทางมีผู้หญิงมายืนเรียงราย  เราจึงมีความคิดว่าจะจอดรถเพื่อขอสัมภาษณ์ประกอบสารคดี ซึ่งตอนที่ผมขอให้ไกด์นำทางจอดรถนั้น ไกด์ก็ถามว่า จะทำอะไร

“ขอเวลา 10 นาทีจะคุย” ผมตอบ  ไกด์มองหน้าผม  แล้วก็จอดรถ  ผมและช่างภาพพร้อม ลงจากรถปุ้บผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาคุยเป็นภาษาโปลิช  ตอนนั้นผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอสื่อสาร  แต่ผมและช่างภาพพากันหาโลเกชั่นเพื่อถ่ายสัมภาษณ์

ระหว่างนั้น ไกด์คนเดิมก็ตะโกนถามผมว่า “10 นาทีพอไหม”
 “พอถมไป” ผมตอบอย่างมั่นใจ
 “สองคนเลยเหรอ” เขาถามต่อ
“สองคนสิ”  ผมตอบ  จากนั้นก็เดินเข้าป่าไปพร้อมกับผู้หญิง เพื่อหาโลเกชั่นในการสัมภาษณ์  แต่เริ่มคำถามแรก “ตอนนี้พอโปแลนด์เข้าสู่อียูแล้วเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง”   ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบพลางปลดกระดุมเสื้อตรงหน้าอก ผมก็ตกใจ   เริ่มเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  และเมื่อกลับมาที่รถ  ไกด์ก็พูดหน้าตาเฉยว่า “นึกว่ารู้แล้ว” 
เพราะผู้หญิงที่มายืนบริเวณนั้นทั้งหมดเป็นผู้หญิงขายบริการ สำหรับคนขับรถบรรทุกและคนที่ผ่านไปผ่านมา   แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เอะใจอะไรเลย  เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่ายุโรปตะวันออกไม่น่าจะเสรีขนาดนี้ และอีกอย่างผู้หญิงพวกนั้นก็ไม่ได้แต่งตัวยั่วยวน  หากแต่แต่งตัวธรรมดาทั่วไป 

ด้วยความที่อยากได้ภาพของวิถีชีวิตชาวบ้านมายืนประกอบ  กลับกลายเป็นว่าวิถีชีวิตชาวบ้านต้องแลกด้วยเงิน  ผมจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้ทิปผู้หญิงคนนั้นแล้วเดินทางต่อด้วยบทสัมภาษณ์ที่ไม่สำเร็จ  จากนั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมง  ผมก็เดินทางมาถึงค่ายกักกันเอาสวิท   ที่นี่มีภาพยนตร์เกี่ยวกับความโหดร้ายที่ชาวยิวได้เจอจากกองทัพนาซี   ภาพชาวยิวในโปแลนด์กว่า 2 หมื่นคนถูกเกณฑ์ไปทำงานเยี่ยงทาสเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน ซึ่งทางกองทัพรัสเซียได้ถ่ายทำไว้ หลังจากเยอรมันแพ้สงคราม และชาวยิวถูกปลดปล่อย สิ่งเหล่านี้ก็ถูกเปิดเผยขึ้น

ปัจจุบันกองทัพรัสเซียเข้ามาดูแลและนำสถานที่มาดัดแปลงเผยแพร่ประวัติศาสตร์อันน่าสลดใจนี้  ให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ณ ตอนนั้นสถานที่แห่งนี้กองทัพนาซีได้กระทำอะไรต่อชาวยิวบ้าง

จุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ห้องรมแก๊สพิษสังหารชาวยิว เป็นจุดที่มีการบรรจุก๊าซพิษไว้เพื่อการรมควันพิษคนเป็นให้กลายเป็นคนตาย  ในห้องมืด ๆ ห้องหนึ่ง  ดูไม่ต่างอะไรกับคุก  ซี่โครงจำนวนมากถูกเก็บไว้ที่นี่  ซึ่งเป็นที่ชาวยิวบางกลุ่มถูกนำมาไว้ที่นี่ก่อนที่จะมีการนำไปรมควันพิษสังหารเป็นกลุ่ม

บางห้องไม่มีแสง มีแค่รูเล็ก ๆ เท่านั้นไว้หายใจ   บางห้องมีภาพพระเยซูคริสต์พร้อมลวดลายรูปหัวใจ ฝีมือของใครคนหนึ่งที่ถูกกักขังรอการประหาร  ทั้งหมดนี้เป็น จุดก่อนการสังหารโหด

ห้องที่ตลบอบอวนไปด้วยความทรงจำของชาวยิวทั่วโลกเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำหนังเรื่อง The Schinlers Lists ซึ่งเป็นหนังจากเหตุการณ์จริง ที่มีการนำชาวยิวทั้งหมดมาที่นี่ พร้อมกับการสังหารโหดด้วยการรมควันพิษ ทำให้ทุกคนตายพร้อม ๆ กันภายในห้องนี้ ด้วยการปล่อยควันพิษผ่านรูเล็ก ๆ ที่ใช้ในการปล่อยควันพิษ เพียงไม่เกิน 20 นาที ทุกชีวิตก็สิ้นลง

โดยก่อนที่จะถูกสังหาร  หากเป็นผู้หญิงจะต้องถูกกล้อนผม  ผมของชาวยิวทั้งหมดจะถูกนำมาเก็บไว้ที่ห้องนี้  ซึ่งคนที่ถูกกล้อนผมและถูกฆ่าตายมีมากกว่า 4 หมื่นคน หรืออาจจะถึงหลักแสนคน ที่นี่จึงเป็นที่รวบรวมผมของคนยิวที่ถูกรมควันสังหารเสียชีวิต โดยกองทัพนาซีในช่วงเวลาหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีห้องสำหรับเก็บสิ่งของของคนที่ตายแล้ว เช่น ไม้เท้า ขาเทียม  ซึ่งหลักฐานบางอย่างเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายไปพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของ  ทำให้มันกลายเป็นหลักฐานความโหดร้ายในทุกวันนี้  

ห้องสุดท้ายที่มีแปรงขัดรองเท้า  ยาขัดรองเท้าอยู่จำนวนมากในห้องนี้ก็เป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าชาวยิวเหล่านั้น ไม่รู้เลยว่าการมาที่เอาสวิทของพวกเขาจะมาเพื่อถูกสังหารโหดที่นี่  เพราะหากพวกเขารู้ ก็คงไม่เอาอุปกรณ์ในการขัดรองเท้ามาเตรียมออกงานสังคมอย่างแน่นอน

ภาพการนำชาวยิวจากฮังกาเรียนลงจากรถไฟสายนี้  แล้วชาวยิวทุกคนก็ไม่รู้ชะตากรรมของตนเองอีกเลย  ทุกครอบครัวถูกแยกออกจากกัน พ่อ แม่ ลูกถูกจับแยกออกเป็นสองฝั่ง  คือฝั่งชายและฝั่งหญิง   ซึ่ง 2 ฝั่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ  เอาท์สวิทที่ 2 ในโปแลนด์

จากค่ายเอาท์สวิท 1 ผมใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนักไปที่เอาท์สวิทท์ 2 ซึ่งใหญ่กว่า  ที่นี่กลายเป็นจุดที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้รับรู้ถึงชะตากรรมของชาวยิวในช่วงเวลาประมาณปี 1938 -1945  ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความเป็นชาติของโปแลนด์  ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากในศตวรรษที่ 13

ค่ายเอาท์สวิท 2  ถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ชายและหญิง โดยมีรั้วลวดหนามกั้น  ซึ่งจุดแรกที่นักท่องเที่ยวจะพบ คือ ห้องน้ำที่จะสามารถเข้าใช้แค่วันละ 2 ครั้ง
ในยุคนั้นเกลือในโปแลนด์มีค่าเทียบเท่ากับทองคำ และ  เหมืองเกลือใต้ดิน ที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ก็อยู่ที่นี่  ในเหมืองเกลือ  ร้านค้ามากมายขายของกระจุกกระจิก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเกลือ เช่น เชิงเทียนที่ออกแบบเป็นพิเศษให้คล้ายรูปทรงเกลือ หรือตุ๊กตามากมายที่ทำขึ้นจากเกลือ

ห้องขนาดใหญ่ถูกใช้เป็นอนุสาวรีย์เกลือ  ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1973 เพื่อเป็นการบอกว่าในสมัยก่อนเกลือมีค่ามากขนาดต้องสู้รบกันเพื่อเกลือ  บันไดกว่า 400 ขั้นพาผมลงไปสู่เหมืองเกลือใต้ดินที่ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ กว่า 2 พันห้อง ณ ความลึกกว่า 64 เมตร  ผมเห็นกลุ่มเกลือสีคุ้นตา คือ เกลือสีขาว นอกจากนี้ยังมีเกลือสีเทา สีน้ำเงิน สีแดงและสีชมพู  ซึ่งบ่งให้เห็นว่า นี่เป็นเหมืองเกลือแท้ ๆ ที่คนในศตวรรษที่ 13 ขุดเข้ามาลึกกว่า 64 เมตร เพื่อค้นหาเกลือในธรรมชาติ

เกลือที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเราสามารถแบ่งแยกได้ 2 ประเภท คือ เกลือที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติซึ่งจะมีสีขาวล้วน และเกลือที่ผสมผสานกับวัสดุทางธรรมชาติ  ในเหมือง บางแห่งมีเกลือเกาะคล้ายคริสตัล  ความเค็มทำให้เมื่อผมส่องไฟเข้าไป เหมือนมีน้ำอยู่  แต่ไม่ใช่ เพราะประกายน้ำที่เราเห็นนั้น คือ เกลือ
หากใครได้มาสัมผัส จะรู้สึกเหมือนได้อยู่ในแนวกาแล็คซี่  ถ้าไม่ลองเอานิ้วแตะแล้วชิม  คงไม่รู้ว่านี่คือเกลือ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ได้ว่านักขุดเกลือก็จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจก็คือโบสถ์เล็ก ๆ ภายในเหมืองเกลือใต้ดินแห่งนี้  มีคนเล่าว่าในสมัยก่อนนักขุดเกลือเป็นผู้ที่นำรูปของพระแม่มารีมาไว้ที่นี่  เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวไม่อะไรกับโบสถ์บนดิน

เมื่อเดินลึกลงไปอีก 30 เมตร ณ บริเวณนี้ เกลือจะมีคุณภาพมากกว่าชั้นบน ในสมัยก่อนคนจะเชื่อว่า เกลือยิ่งลึกยิ่งมีคุณภาพ และวิธีการนำเกลือจากจุดที่ลึกที่สุดขึ้นมานั้นจะอาศัยเครื่องทุ่นแรงคล้ายล้อเกวียนจากภูมิปัญญาของคนในสมัยนั้น  บวกกับแรงงานคนบรรทุกเกลือข้นมา  หลังจากนั้นจึงใช้ม้าลากเกลือต่อไป
ขณะที่ผมอยู่ลึกจากพื้นดินไปเกือบ 90 เมตร  รูปปั้นอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของนักขุดเกลือถูกทำลายโดยน้ำ เช่นเดียวกับเกลือ ในชั้นนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่บางครั้งใช้ในการจัดงานแต่งงานให้ชาวโปแลนด์

ทุกอย่างถูกตกแต่งจากเกลือ กระทั่งพื้นคล้ายกระเบื้องก็คือ เกลือ  แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดเห็นจะเป็นโคมไฟที่ทำจากเกลือที่เรียกว่า White Crystal คล้ายคริสตัลใสถูกนำมาทำเป็นสายระโยงระยางไม่ต่างอะไรกับแซนเดอร์เลียมราสวยงามมาก  แม้แต่เกลือสีชมพูที่ว่าหายากที่สุดในโลกก็ยังหาดูได้ที่นี่  แต่ใครจะรู้บ้างว่าพื้นที่อันงดงามทั้งหมดนี้ใช้คนงานเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นที่แกะสลักและตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้

ถัดมาเป็นสระขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำเกลือคล้ายกับทะเลเดดซี  (Dead Sea) นั่นคือ  คนไม่สามารถที่ลงไปว่ายน้ำได้เพราะหากลงไปว่ายน้ำปุ๊บ  ก็จะลอยขึ้นมา  อนุภาพจากความเค็มของเกลือจะดันน้ำหนักทุกอย่างขึ้นมาเหนือผิวน้ำ  สระน้ำเกลือแห่งนี้จะมีความลึกแตกต่างกันไป เคยมีคนหลายคนพยายามลงไปว่ายแต่ก็ว่ายไม่ได้

ผมเดินมาถึงจุดต่ำสุดราว 130 เมตร ครั้งหนึ่งกองทัพเยอรมันเคยจะยึดครองบริเวณเหมืองเกลือ แต่ก็ทำไม่ได้สำเร็จ เพราะจุดหลักๆ ของเกลืออยู่ลึกเกินกว่าที่จะเดินทางลงมาถึงได้

กล่าวสำหรับคราโคฟ (Krakow) นั้น เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของโปแลนด์ที่มีประชากรกว่า 700,000 คน  มีตำนานเล่าว่า คราโคฟเป็นเมืองที่เกิดขึ้นในศตวรราที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่มีมังกรตัวใหญ่มาบุกรุก กระทั่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาช่วยปราบมังกรได้สำเร็จ จึงนำชื่อของชายหนุ่มที่ปราบมังกรได้มาเป็นชื่อเมืองขึ้นมา   คราโคฟสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์แรกของเมืองคราโคฟ 

ปัจจุบันคราคอฟเป็นเมืองที่รวบรวมประวัติศาสตร์ทุกอย่างของโปแลนด์ไว้   เป็นประวัติศาสตร์ที่โปแลนด์มักถูกรุกรานเสมอจากประเทศอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะตั้งอยู่ทางตอนกลางของยุโรป ซึ่งไม่แปลกที่ผู้คนจะต้องดินทางผ่านไป ผ่านมาไม่เว้นแต่ละวัน

คืนนั้นผมตัดสินใจเข้าพักโรงแรมในเมืองคราโคฟ...  ครั้นตกดึกได้ยินเสียงคนมาเคาะประตู มีคนเอาโปสการ์ดมาแจก ซึ่งเป็นรูปผู้หญิงพร้อมเบอร์โทรศัพท์ ให้หลังอีกสัก 10 นาทีก็มีคนมาเคาะประตูอีก แล้วถามว่าได้โปสการ์ดไหม

ผมต้องบอกว่า “I don’t like” แล้วคืนโปสการ์ดเขาไป ยังไม่ถึง 10 นาที มีโปสการ์ดรูปผู้ชายมาเสียบหน้าห้องแทน จากนั้นก็มีคนมาเคาะอีก ผมก็บอกไปอีกว่า
“I don’t like”
 “เมื่อกี้ผู้หญิงไม่เอา นี่ผู้ชายก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร”
“!?!”

โพลล์

คุณเคยอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์ SUN MOON TREE ไหมคะ ?




Results

บรรณาธิการ

เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)

ต้องการเสนอต้นฉบับ ส่งเมล์ได้ที่ : rinแอดnetnapa.net

You are here: